วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ

posted on 29 Aug 2010 00:43 by mancrea

พระวัดศรีรัตนมหาธาตุมงคลแห่งชีวิต กับการสักการะกรุพระผงเมืองสุพรรณมีพระพุทธรูปหินทราย๒๗๙ องค์ และองค์พระปรางค์สร้างสมัยอู่ทอง 

                วัดพระศรีรัตนมหาธาตุเป็นวัดเก่าแก่ที่มีมาแต่สมัยโบราณ เดิมชาวบ้านเรียก วัดพระธาตุ ตั้งอยู่ที่ต.รั้วใหญ่ อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี เป็นวัดคู่บ้านคู่เมือง จ.สุพรรณบุรีมาแต่ครั้งโบราณ ในสมัยอู่ทองจำต้องร้าง เพราะภัยสงครามระหว่างไทย-พม่าเมื่อคราวกรุงศรีอยุธยาแตก พ.ศ.๒๓๑๐ ทหารพม่าได้ปล้นสะดมประชาชนคนไทย พร้อมทั้งกวาดต้อนครอบครัวไทยไปเป็นเชลยยังเมืองพม่าชาวสุพรรณที่รักอิสระจึงต้องหนีซอกซอนไปอาศัยอยู่ตามป่าดงพงไพร ทิ้งบ้าน ทิ้งวัด ปล่อยให้รกร้างปราศจากผู้คนดูแล เมืองสุพรรณจึงรกร้างไปร่วมร้อยปี ประวัติการสร้างวัดพระศรีรัตนมหาธาตุยังเป็นข้อถกเถียง และโต้แย้งกันอยู่ว่า สร้างขึ้นในสมัยใดกันแน่แม้จะปรากฏหลักฐานเป็นแผ่นลานทองจารึกประวัติการสร้าง ที่พบเมื่อครั้งเปิดกรุในปี๒๔๕๖ แต่ก็ยังขาดความสมบูรณ์ เนื่องจากแผ่นลานทองสูญหายและชำรุดไปเป็นจำนวนมาก

                 จากหลักฐานเอกสารแผ่นจารึกต่างๆคณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทย ให้ข้อสันนิษฐานว่า วัดพระศรีรัตนมหาธาตุนี้มีโอกาสที่จะเป็นไปได้มากว่าสร้างในรัชสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราช ที่ ๒ (เจ้าสามพระยา พ.ศ.๑๙๖๗-๑๙๙๑) และบูรณปฏิสังขรณ์อีกครั้งในรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (พ.ศ.๑๙๙๑-๒๐๓๑)

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ความเชื่อ

พระมเหศวร

                พระมเหศวร จัดได้ว่าเป็นพระที่มีพิมพ์ลักษณะแปลกพิมพ์หนึ่งของพระเครื่องเมืองไทย ที่ขุดพบในกรุวัดพระศรีฯแห่งนี้ เป็นพระเนื้อ ชินเงิน ศิลปะอู่ทอง เช่นเดียวกับ พระผงสุพรรณสันนิษฐานว่าเป็นพระที่สร้างโดยพระมหากษัตริย์เมืองอู่ทอง  ความแปลกของพระพิมพ์นี้ซึ่งเรียกได้ว่ามีเพียงแห่งเดียวในเมืองไทย คือ พระเศียรพระมเหศวรหน้าหนึ่ง กับพระเศียรอีกหน้าหนึ่งจะวางกลับกันหรือสวนทางกัน ก่อนนี้เขาเรียกว่า “พระสวน”  เนื่องจากพระเศียรสองหน้าสวนกลับกันไปมา สันนิษฐานว่าผู้บูชาพระสวนไปประสบกับเหตุการณ์อันตรายแล้วไม่เป็นอะไร แคล้วคลาด  ปลอดภัย  ตลอดจนอยู่ยงคงกระพัน  จึงเปลี่ยนชื่อเป็น “พระมเหศวร”  ซึ่งแปลว่า  “เทวดา”  ดังนั้น  ผู้บูชาพระมเหศวรก็เท่ากับบูชาเทวดานั่นเอง เทวดาย่อมคุ้มครองผองภัยให้แก่ผู้บูชา 

พระปางลีลา

                พระปางลีลา วัดพระศรีรัตนมหาธาตุจ.สุพรรณบุรี ปลุกเสกโดย ลพ.มุ่ย วัดดอนไร่ หลวงพ่อถิร วัดป่าเลไล หลวงปู่โพธิ์วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี,หลวงพ่อเงินวัดดอนยายหอม, และคณาจารย์อีกเกือบ60รูป
ประวัติ...
                เมื่อปีพ.ศ.2510ประเทศไทยได้ส่งกองกำลังทหาร รุ่นจงอางศึก เข้าร่วมรบสมทบกับกองกำลังสหประชาชาติในสงครามเวียดนาม ในการนี้ หลวงปู่โพธิ์ เจ้าอาวาสวัดพระศรีรัตนมหาธาตุจ.สุพรรณบุรี ซึ่งเป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดัง ได้จัดสร้าง พระอู่ทองออกศึกแจกแก่ทหารรุ่นจงอางศึกนี้โดยเฉพาะ โดยนำเนื้อดินพระชำรุดแตกหักจากกรุต่างๆมาเป็นส่วนผสมหลักเช่น
-พระผงสุพรรณ กรุวัดพระธาตุ,
-พระกรุวัดพระรูป,
-พระกรุวัดลำปะซิว, -พระกรุวัดบ้านกร่าง,
-พระกรุถ้ำเสือ, -พระกรุวัดบางยี่หน
-และพระเนื้อดินชำรุดแตกหักของพระเกจิอาจารย์ต่างๆอีกจำนวนมาก
                สำหรับพระรุ่นนี้มีประสบการณ์อิทธิปาฏิหาริย์มากมายในสงครามเวียดนามทหารหาญของไทยรุ่นนี้ให้ความเชื่อมั่นในพุทธคุณเป็นอันมาก ไม่ว่าจะโดนยิง โดนแทงหรือโดนระเบิดต่างก็พ้นจากเงื้อมมือมัจจุราชได้อย่างอัศจรรย์ 

อุปเท่ห์ในพระผงสุพรรณ กรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ

                พระผงสุพรรณ กรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุจ.สุพรรณบุรี นับเป็นพระเครื่องที่ทรงคุณค่ายิ่ง นอกเหนือจากพุทธศิลปะอู่ทองอันเข้มขลังแล้วพุทธคุณขององค์พระยังเลื่องชื่อลือชาตั้งแต่โบร่ำโบราณ ซึ่งปรากฏในจารึกลานทองที่ได้จากกรุและถูกคัดลอกออกเป็น6 สำเนา กล่าวถึงกรรมวิธีการสร้าง และ "อุปเท่ห์" อันหมายถึงวิธีการอาราธนาองค์พระเพื่อให้ท่านช่วยเหลือในสถานการณ์ต่างๆสำหรับ "พระผงสุพรรณ" แล้วได้ระบุว่าฤาษีผู้สร้างได้ลำดับอุปเท่ห์ไว้ดังนี้

                -แม้อันตรายสักเท่าใดก็ดีให้นิมนต์พระใส่ไว้บนศีรษะหรืออาราธนาผูกไว้ที่คออันตรายทั้งปวงหายสิ้น แล

                -ถ้าจะเข้าการรณรงค์สงครามให้เอาพระสรงน้ำมันหอม เสกด้วยนวหรคุณ แล้วเอาน้ำมันหอมมาใส่ผมไปได้สำเร็จความปรารถนาแล

                -ถ้าผู้ใดจะประสิทธิ์ด้วยหอกดาบศาสตราวุธทั้งปวงให้อาราธนาพระสรงน้ำมันหอมใส่ชันสัมฤทธิ์ พิษฐานเอาตามความปรารถนาเถิด แล้วเสกด้วยพระพุทธคุณพระธรรมคุณ พระสังฆคุณ 108 คาบ พาหุง 13 จบ เอาน้ำมันหอมทาทั้งหน้า คอ หน้าอก แลผมจะสำเร็จผลตามความปรารถนาทุกอย่าง อยู่คงกระพันชาตรีศาสตราวุธทั้งปวงจะมิมาต้องตัวผู้นั้นเลย ศักดิ์สิทธิ์แท้

                -ถ้าผู้ใดจักใคร่ได้มาตุคามท่านให้อาราธนาพระสรงน้ำมันหอม แล้วเอาน้ำมันหอมนั้นมาใส่ใบพลูประสิทธิ์แก่คนผู้นั้นจะศักดิ์สิทธิ์แก่ผู้นั้นแล

                -ถ้าจะให้มีสง่าราศีเป็นสิริมงคลการเจรจาให้ผู้อื่นเชื่อฟังยำเกรงให้อาราธนาพระสรงน้ำมันหอม หุงขี้ผึ้งสีปาก เสกด้วยนวหรคุณ 13 จบ พาหุง 13 จบ พระพุทธคุณ 13 จบให้เอาดอกไม้ธูปเทียนบูชา ทำพิธีในวันเสาร์ แล้วเอาขี้ผึ้งทาริมฝีปาก หน้าอก แลผมจะศักดิ์สิทธิ์แก่ผู้นั้นตามปรารถนา คนทั้งหลายทั้งกลัวทั้งเกรง เก็บไว้ใช้ได้เสมอเป็นมหาวิเศษ

                -ถ้าว่าจะค้าขายก็ดีจะไปหนบกหนเรือก็ดี ท่านให้นมัสการด้วยบทพาหุง แล้วอาราธนาพระสรงน้ำมันหอมเสกด้วยอิติปิโส 11 คาบ แล้วเอาน้ำมันหอมนั้นประพรมของ เอามาลูบหน้าลูบศีรษะ และกินบ้าง ถ้าแม้จักไปขายหนบกหนเรือก็ศักดิ์สิทธิ์ คนทั้งหลายขายไม่ได้เราก็ขายได้

                -ถ้าจะคิดการสิ่งใดหรือจักไปหนไหนๆจะให้สมความปรารถนา ให้อาราธนาพระใส่บนศีรษะก็จักสมความปรารถนาประเสริฐนักแล

                -ถ้าจักให้สวัสดิมงคลเจริญผลสถาพรทุกเมื่อ ให้เอาดอกไม้ ดอกบัวบูชาทุกวัน ถวายพรพระพิมพ์ทุกวันจะปรารถนาสิ่งใดก็สำเร็จผลทุกอันแล

                -ถ้าไปในที่ต่างๆอยากกินน้ำ หาน้ำไม่ได้ ท่านให้อาราธนาพระใส่ไว้ในปาก หายอยากน้ำแล

                -ถ้าเอาพระไว้บนศีรษะแล้วปืนแลหน้าไม้ยิงมาเป็นห่าฝนก็ไม่ถูกตัวเรา

                -ถ้าจะให้เป็นมหาจังงังให้อาราธนาพระไว้บนศีรษะ แล้วให้อธิษฐานเอาเถิดสัตว์ทั้งหลายทำร้ายเราไม่ได้เลยคงยืนอยู่อย่างนั้น เงื้อก็เงื้อเปล่า ทำอะไรเราไม่ได้

                -ถ้าเกิดเป็นถ้อยความขึ้นโรงศาล จักให้ถ้อยความนั้นละลายหายสูญไป ให้อาราธนาพระสรงน้ำมันหอมแล้วเอาด้าย 11 เส้นทำไส้เทียน เอากระดาษยันตร์ใส่ชื่อมันห่อใส่เทียนนั้นเสกด้วยนวหรคุณ ตามถวายพรพระ บูชาประดิษฐานไว้ แล้วพิษฐานเอาตามความปรารถนาเถิดจะประสิทธิ์แก่ผู้นั้น ฝ่ายมันสู้เรามิได้เลย ศักดิ์สิทธิ์แลให้เอาคาถานี้ทำเส้นเทียนเถิด

อุปเท่ห์ดังกล่าวให้ขึ้นต้นด้วยนโม3คาบ และใช้ได้กับพระเนื้อดินแถบสุพรรณบุรีทุกประเภท

Comment

Comment:

Tweet